This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตะลึง... รับปลอมวุฒิการศึกษาเกลื่อน Facebook

เป็นเรื่องอับอายขายขี้หน้าวงการศึกษาไทยมานมนานกับปัญหาปลอมวุฒิการศึกษา จนมาโดนตอกหน้าย้ำซ้ำอีกรอบ เมื่อชาวเน็ตตาดีดันเหลือบไปเห็นการปลอมวุฒิหราแบบไม่เกรงกลัวความผิดในเว็บโซเชียลยอดนิยมอย่าง Facebook 
       
       แค่วุฒิการศึกษาก็ยังปลอม
       
        ปัญหาแก้ยังไงก็แก้ไม่ตกกับเรื่องปลอมๆที่คนไทยสามารถปลอมได้ทุกอย่างจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่กระดาษประกาศคุณค่าอย่าง วุฒิการศึกษา ที่มีทุกระดับการศึกษา ทุกสถาบัน แลกกับการลงทุนด้วยเงินเท่านั้นเอง 
       
        ช่องทางการซื้อในสมัยก่อนอาจจะดูยากเย็นแสนเข็ญเพราะต้องไปตามหาร้านรับปลอมแบบหลบๆ ซ่อนๆ ตามหน้าสถาบัน หรือตามสถาบันกวดวิชา หรือแม้แต่อาจารย์ทางมหาวิทยาลัยบางคนก็มาจับทางนี้เสียเองด้วยการใส่ชื่อเพิ่มลงไปในระบบทะเบียนด้วย 
       
        มาถึงวันนี้กลับยิ่งสะดวกมากขึ้นเมื่อไม่ต้องไปตามหาที่ไหน เพราะปลอมกันง่ายๆซื้อ-ขาย ง่ายเพียงแค่คลิกเดียวผ่านทางออนไลน์ มันเลยกลายเป็นประเด็นที่เย้ยหน้ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงไอซีทีไปพร้อมๆกัน อย่างที่เราลองเสิร์ชหาใน Google ก็พบว่ามีขึ้นมาให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวเลย
       
        "ยินดีให้คำแนะนำ - ปรึกษาสำหรับบุคคลท่านใดที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเรียน เรียนไม่จบ ต้องการ วุฒิการศึกษา ไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ ถ้าคุณ กำลังประสบกับ ปัญหาจำพวกนี้อยู่ และต้องการวุฒิการศึกษาแบบเร่งด่วน ภายใน 2-4 อาทิตย์ (แล้วแต่ความยากง่าย) เราช่วยคุณได้!!!
        วุฒิการศึกษา ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ม.6 จากโรงเรียนเอกชน 
        วุฒิการศึกษา ระดับ ปริญญาตรี จากมหาลัยรัฐและเอกชน
        วุฒิการศึกษา ระดับ ปริญญาโท จากมหาลัยรัฐและเอกชน (มีเฉพาะ MBA)
       สอบถามและอัตราค่าบริการที่ transcript4fake@hotmail.com"
       
        คำโฆษณาจาก http://transcript4fake.blogspot.com ที่ทีมงาน Liveค้นเจอบล็อกนี้หลังการค้นหาจาก Google หรือhttp://ajwattana.blogspot.com อีกหนึ่งบล็อกที่แอบอ้างด้วยว่าวุฒิที่ปลอมให้นั้นสามารถตรวจสอบกับทางสถาบันการศึกษาได้แน่นอน ปลอดภัยหายห่วง
       
        "หากคุณมีปัญหาด้านวุฒิการศึกษา เช่น เรียนไม่จบ, เรียนไม่ตรงสายงาน, ปัญหาการสมัครเรียนต่อ, ต้องการนำวุฒิฯไปสมัครงานเพื่อให้ตรงกับสายงาน หรือเพื่อปรับขึ้นเงินเดือนฯลฯ
       ที่นี่..ถือว่ามีผู้ใช้บริการมากที่สุด และไม่เคยมีปัญหาใดๆ ตามมาภายหลัง
       

        เราดำเนินการมากว่า 7 ปี โดยไม่มีปัญหาสักครั้ง สามารถตรวจสอบได้จากกระทรวง และมีชื่อในโรงเรียนอยู่จริง รับแก้ไขปัญหาเรียนไม่จบทุกกรณี ผ่านกระทรวง โดยสามารถใช้ไปสมัครงาน/ศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ สามารถตรวจสอบได้ มีชื่อในฐานข้อมูลของโรงเรียนจริงรับประกันผลงานตรวจสอบได้จริง โดยไม่มีข้อกังขา จะใช้สมัครงานหรือเรียนต่อก็สบายใจ ของจริงแน่นอน เรามีรหัสนักศึกษาให้ตรวจสอบกับฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยได้เลยครับ"
       
        หรืออย่างโฆษณาในเว็บไซต์หนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นอาจารย์รับทำเองและสามารถเข้ารับพิธีรับปริญญาได้ โดยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทั้งหลายว่าถ้าไม่ได้จะคืนเงินให้ 100%
       
        "รับทำวุฒิการศึกษาจริงๆ ใครโดนหลอก โดนมาหลายที่ ติดต่ออาจารย์ได้เลย ที่นี่ของจริงตรวจสอบได้ สมัครงาน เรียนต่อ หรืออื่นๆได้หมด คืนเงิน 100%ถ้าไม่สามารถสมัครงานได้ รับตั้งแต่ ม 3 ม6 ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ป.โท โดยสถาบันเอกชนเท่านั้นที่รับทำ และได้ใบจริงไม่เกิน 1-2 เดือน 
        สนใจติดต่อทางเมล์ได้ที่ ratna01@hotmail.co.th ถึงจะได้เบอร์โทร ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน เริ่มแรกได้รหัสนักศึกษาและใบจบเมื่อไหร่ค่อยจ่าย 50% งานเสร็จจ่ายพร้อมนัดพบได้เลย หรือไปรับที่ฝ่ายทะเบียนมหาวิทยาลัยได้เลย และสามารถรับปริญญาบัตรได้"
    
   
        แล้วที่ทำให้ยิ่งเจ็บช้ำก็คือเมื่อมีหน้าเพจรับปลอมวุฒิการศึกษาเกิดขึ้นมาใน Facebook เว็บโซเชียลสุดฮิตของคนยุคนี้ด้วย เห็นอย่างนี้แล้ว ดูเหมือนว่านับวันจะยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ซุกใต้พรมเอาไว้โดยหาทางออกไม่ได้ ให้ยิ่งเรื้อรังเข้าไปอีกหลายเท่าตัว 
       
       ช่องทางหากินมิจฉาชีพปลอมวุฒิ
       
        ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่กระดาษใบเดียว แต่ราคาในการปลอมวุฒินั้นจัดว่าสูงใช้ได้เลยทีเดียว โดยราคาเฉลี่ยของการทำวุฒิการศึกษาปลอมในแต่ละครั้งนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักแสน ซึ่งจะแพงขึ้นเรื่อยๆตามระดับการศึกษาที่สูงขึ้น 
       
        อย่างระดับประถมศึกษาราคาจะอยู่ที่ 5,000-8,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 12,000-20,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 15,000-22,000 บาท ระดับ ปวช. 20,000-32,000 บาท ระดับ ปวส. 25,000-40,000 บาท 
       
        ส่วนระดับมหาวิทยาลัยจะเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นเข้าไป และจะยิ่งแพงแตะระดับแสนหากต้องการเข้าร่วมพิธีรับปริญญาด้วย ซึ่งระดับปริญญาตรีราคาจะตกอยู่ที่ 35,000-90,000 บาท และระดับปริญญาโท 120,000-280,000 บาท 
       

        จากการที่ช่องทางหาซื้อก็ง่ายและขั้นตอนการทำก็ง่ายเพราะลูกค้าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ส่งรูปหรืออาจจะต้องส่งเอกสารเพิ่มเติมนิดหน่อย สรุปง่ายๆคือแค่จ่ายเงินก็ได้วุฒิปลอมมาอยู่ในมือแล้ว มันเลยกลายเป็นช่องทางหากินของพวกมิจฉาชีพ โดยคนที่รู้ไม่เท่าทันก็จะยอมโอนเงินไปก่อนแล้วก็จะโดนเชิดเงินไปแบบง่ายๆ สบายๆ 
       
       ผิดกฎหมาย แต่ก็ยังทำ
       
        ครั้งหนึ่งถ้าคนไทยยังจำกันได้สำหรับข่าวครึกโครมเมื่อครั้งนายการุณ โหสกุลที่ดันใช้วุฒิการศึกษาระดับปวส.ปลอม เลยถูกถอนสถานภาพการเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้ง แต่สุดท้ายเรื่องดันพลิกล็อค เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่กำหนดระดับการศึกษาขั้นต่ำของงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้นายการุณยังคงมีคุณสมบัติเป็น ส.ส. ต่อไป ซึ่งครั้งนั้นก็หยามหน้ากระทรวงศึกษาได้จมถนัด เพราะแม้ขนาดนักการเมืองยังใช้วุฒิปลอม ใช้วิธีสกปรกกันเลย
       
        ถึงแม้จะรู้ว่าการปลอมแปลงเอกสารที่ทางราชการออกให้นั้นถือเป็นความผิด แต่ก็มีหลายคนที่ยอมลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งวุฒิปลอม ซึ่งส่วนมากก็นำมาใช้ในการสมัครงานและใช้สำหรับศึกษาต่อเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลายคนชะล่าใจคิดว่าแค่ปลอมแปลงกระดาษใบเดียวจะไม่เป็นไร แต่ถ้าทางบริษัทอยากตรวจเช็คแล้วล่ะก็สามารถเช็คได้อยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องเสียทั้งงานและอาจจะเสียอนาคตด้วยแน่ๆ หากเจ้าของบริษัทคิดจะแจ้งความในข้อหาปลอมแปลงเอกสารทางราชการ 
       
        การปลอมวุฒิการศึกษา ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ์ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท บวกกับมาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ 
       

       แล้วต้องแก้ปัญหาอย่างไร
       
        ไม่รู้ว่าเพราะกฎหมายมันเบาไปหรือย่างใด พวกรับปลอมวุฒิการศึกษาถึงยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้แบบไม่สะทกสะท้าน เป็นปัญหานี้ที่ยังฝังแน่นอยู่ในสังคมไทย ซึ่ง จิรณี ตันติรัตนวงศ์ ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการศึกษาไทยเป็นเวลานานก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า ปัญหานี้แนวทางแก้ไขเบื้องต้นก็คือการส่งเรื่องไปยังสถานศึกษาเพื่อตรวจสอบ แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นคงต้องรื้อระบบ ปลูกฝังความคิด จิตสำนึกคนในสังคมเสียใหม่
       
        “โดยปกติแล้วจะสามารถให้ทางมหาวิทยาลัยตรวจสอบได้ว่า วุฒิที่ได้มาเป็นของจริงหรือของปลอม เป็นวุฒิการศึกษาที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยเค้าก็จะมีตรา มีสัญลักษณ์ ถ้าทางบริษัทรับคนมาแล้วเค้าทำงานไม่ได้ ไม่แน่ใจก็สามารถส่งเรื่องให้ทางมหาวิทยาลัยตรวจสอบได้
       
        ส่วนเรื่องว่าจะแก้ปัญหาการปลอมวุฒิได้ยังไง อันนี้เป็นเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมส่วนบุคคล แล้วก็ต้องเปลี่ยนค่านิยมที่ว่าเป็นสังคมปริญญา คือต้องดูจากความรู้ ความสามารถประกอบด้วยไม่ใช่สนใจแต่เพียงใบปริญญา เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้แต่มันก็เป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับสังคมไทย”
       

       …………………………………
       
        เรื่องปลอมวุฒิการศึกษาก็เป็นปัญหามานานโขแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนจะแถลงแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมสักที สงสัยว่าคงต้องรอให้เด็กป.1 ใช้แทบเล็ตเข้า Facebook ไปสั่งปลอมวุฒิเสียก่อนล่ะมั้ง กระทรวงศึกษาฯ ถึงจะว่างเร่งพิจารณาหาทางออกให้ปัญหานี้สักที  ...
ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 20 มิถุนายน 2555 18:06 น.



เปิดภาพอ้าง ปอนด์ TGT เต้นเปลื้องผ้าในผับ

สาวหน้าคล้าย?
   ชาวเน็ตขุดภาพอ้างเป็น “ปอนด์” เต้นเปลื้องผ้าในผับ เผย เจ้าตัวเครียดหนักเก็บตัวเงียบ ขณะที่สื่อนอกตีข่าวไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ จ้างนางแบบนู้ดมาแข่ง โดยมีต่างชาติบางส่วนรู้สึกเฉยๆ สำหรับประเทศที่มีที่เที่ยวกลางคืนที่สาวๆ โชว์ใช้อวัยวะเพศเปิดขวด-ปาลูกดอก

       
       ยังเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจและดูท่าจะไม่จบง่ายๆ กับกรณีสาววัย 23 “ปอนด์ ดวงใจ จันทร์เสือน้อย” หนึ่งในผู้เข้าประกวดรายการ “ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์” เปลือยอกวาดภาพอย่างโจ๋งครึ่ม จนเกิดกระแสโจมตีจากสังคมถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกับทาง บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผลิต รวมถึงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
       
       ยิ่งล่าสุดมีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนของ “ปอนด์ ดวงใจ” ได้ออกมาให้รายละเอียด ว่า จริงๆ แล้วเพื่อนของตนเองนั้น มีอาชีพเป็นนางแบบเพนท์เฮาส์ และที่เข้ามาประกวดรายการนี้ ก็เพราะมีคนมาติดต่อโดยให้ค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 1 หมื่นบาท จึงตัดสินใจทำ เพราะเห็นว่าเป็นงาน
       
       ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวแดงออกมา ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกวิจารณ์หนักขึ้นไปอีก โดยเฉพาะทางเวิร์คพอยท์ ที่ถูกซัดว่า แหกตาคนทั้งประเทศ ทั้งนี้ แม้ทางด้านของ เสี่ยตา บิ๊กบอสเวิร์คพอยท์ จะออกมายืนยันแล้วว่า ไม่มีทีมงานของรายการไปทำเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ก็ยอมรับว่า อีกฝ่ายอาจจะถูกจ้างมาจริง ผ่านทางเอเยนต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลก เพราะรายการทีวีรายการอื่นก็ใช้วิธีการเช่นนี้
       
       ทั้งนี้ นับตั้งแต่ตกเป็นข่าว ทางฝ่ายของปอนด์ก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ มีเพียงข่าวลือว่า ตอนนี้เจ้าตัวได้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา รายการแฉแต่เช้า ได้โฟนอิน บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเอเยนซีทำงานเกี่ยวกับหานางแบบแนวเซ็กซี่มา 10 ปี และรู้จักกับปอนด์ เป็นอย่างดี มาพูดคุยในรายการ
       
       โดยบุคคลดังกล่าว เผยว่า ตอนนี้ปอนด์เครียดมาก ไม่อยากเจอใคร ไปทำงานก็ไม่ได้ ทั้งยังบอกด้วยว่า ส่วนตัวก็ไม่ได้เห็นดีด้วยที่เขาไปออกไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ เพราะมันผิดที่ผิดเวลา ที่ของเราไม่ใช่ที่แบบนั้น พร้อมถามกลับคนที่ตัดสินใจสูงสุดมันใช่น้องหรือไม่?
       
       ทั้งนี้ เจ้าตัวยังแจกแจงต่อด้วยว่า จริงๆ น้องพวกนี้ ทำงานแรงกว่านี้มาก เพียงแต่ไม่ออกสื่อ ถามว่า ถ้ามีคนมาจ้างไปด้วยราคาแบบนี้ไปมั้ย โดยปกติราคาน้องอยู่ที่หลักพัน โชว์วันละพันกว่าบาทถึงสองพัน แต่นี่ได้เป็นหลักหมื่น เขาก็ต้องไป ก่อนยืนยันปอนด์ไม่ใช่นางแบบเพนท์เฮาส์ เพียงแต่ลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับนางแบบเพนท์เฮาส์เท่านั้นเอง
       
       และในฐานะที่ตนทำงานคลุกคลีกับนางแบบแนวนี้ และรู้จักกับปอนด์ อยากให้สังคมเข้าใจ ว่านี่มันคือการทำงาน นี่คือศิลปะ นี่คือการแสดง เพียงแต่มันไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา มันควรจะอยู่ในที่เฉพาะ ส่วนคำถามที่ว่า รู้ว่าจะไปทำแบบนี้ทำไมไม่ปฏิเสธ เอเยนซีคนเดิมก็สวนว่า แล้วทำไมคนที่พาไปไม่ทำอย่างที่ตกลงไว้ แต่รายละเอียดเรื่องนี้ต้องถามปอนด์เอง ว่า หน้างานคุยกันยังไง ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่ารายการเป็นการบันทึกเทปไม่ใช่รายการสดซะหน่อย?!
       
       ซึ่งในขณะที่ปอนด์ยังล่องหนหาตัวไม่เจอ ล่าสุด มีคนโพสต์ภาพสาวเต้นเปลื้องผ้าในผับ โดยอ้างว่าเป็น “ปอนด์ ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์” ที่อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบนและใส่กางเกงในตัวเดียว เต้นโยกย้ายส่ายสะโพกด้วยท่าอล่างฉ่าง ซึ่งภาพดังกล่าวถูกส่งต่อกันในเวลาที่รวดเร็ว และวิจารณ์กันทั่วว่าใช่ตัวจริงหรือไม่?
       
       อย่างไรก็ตาม ประเด็นของปอนด์ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่แค่ในเมืองไทย แต่ได้กลายเป็นประเด็นในหน้าสื่อต่างชาติไปด้วยในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งคลิปใน Youtube รวมถึงในสื่อดังเมืองผู้ดีอย่าง The Sun และ The Daily Mail ทั้งประเด็นการแสดงอันวาบหวิวของสาวไทย รวมถึงข้อสงสัยที่ว่าการโชว์วาดภาพด้วยหน้าอกนี้ รายการอาจมีส่วนร่วมวางแผนเพื่อสร้างกระแสให้เป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ด้วย
       
       ด้านความเห็นของชาวต่างชาติที่ได้ชมคลิป และอ่านข่าวก็เป็นไปอย่างหลากหลาย บ้างก็คิดว่า การแสดงแบบนี้ มีแต่จะทำให้ภาพของผู้หญิงแย่ลง ขณะที่บางคนพยายามมองให้เป็นเรื่องตลก หลายคนเขียนข้อความแทะโลม “ศิลปิน” สาวกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงหยิกแกมหยอกไปถึงกรรมการสาว “เบนซ์ พรชิตา” ด้วยว่า ซีเรียสกับการแสดงเกินไป สงสัยเธออาจจะไม่ชอบที่ใครมีหน้าอกใหญ่กว่าอยู่บนเวทีก็ได้ และบางคนยังรู้สึกว่ามันตลกดีที่มีการแสดงเปลือยอยู่บนเวที พร้อมๆ กับที่มีกรรมการมีชื่อว่า “Porn-chita” ที่แปลว่า หนังโป๊ ด้วย
       




"ปอนด์ ดวงใจ จันทร์เสือน้อย"






    
   อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกเฉยๆ กับการแสดงสุดอื้อฉาวบนเวที Thailand's Got Talent เพราะพวกเขาคิดว่าไม่แปลกอะไรอยู่แล้วกับการแสดงแบบนี้ใน “เมืองไทย” อย่างที่ชาวต่างชาติคนหนึ่งขยายความว่า “สำหรับประเทศที่มีสถานที่อย่าง พัฒนพงษ์ ซึ่งมีการแสดงของสาวๆ ที่ใช้อวัยวะเพศเปิดขวด หรือปาลูกดอกให้ดูแล้ว การใช้นมวาดรูปก็คงไม่ใช่อะไรมากมายหรอก" ชาวต่างชาติที่บอกว่าตัวเองมาจาก ไฮเดอราบาด ประเทศอินเดีย แสดงความเห็น...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 20 มิถุนายน 2555 16:14 น.




วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สาวเปลือยอก ไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์.. เวียดนามก็ช็อก







แต่ต่อมา “กรรมการสตรีคนหนึ่งได้ --เคาะระฆัง-- หลายครั้งเป็นการปะท้วง ทำให้การแสดงของหญิงสาวหยุดลงก่อนจะแล้วเสร็จ” ซเวินจี๊กล่าว
       
       “ผู้ชมทางโทรทัศน์ก็ไม่ต่างกับผู้ที่ชมผ่านอินเทอร์เน็ต ต่างก็ไม่มีใครชอบรายการนี้นัก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้” สำนักข่าวภาษาเวียดนามรายงาน โดยหมายถึงประเทศไทย
       
       คลิปสาวเพนต์อกในรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์มีผู้เข้าไปชมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในยูทิวบ์ แต่ก็มีคนกด “ไม่ชอบ” มากกว่า “ชอบ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของผู้ชมส่วนใหญ่ สำนักข่าวออนไลน์กล่าว
       
       ในเวียดนามเองก็เพิ่งเสร็จสิ้นการแข่งขันก็อตทาเลนท์คล้ายกันนี้ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้เป็นฤดูที่ 3 และ ผู้ชนะเลิศปีนี้ เป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ กับเด็กชาย 11 ขวบ ที่เข้าทีมกันเต้นรำอย่างสวยงามและมีเนื้อหาสร้างสรรค์ส่งเสริมสันติภาพโลก เอาชนะบรรดาผู้ใหญ่
       
       หนูน้อยทั้งสองคนทำให้ผู้ชมทางบ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาเดือนเศษๆ และทุกคน รวมทั้งบรรดาผู้ใหญ่ที่แพ้ ต่างพากันชื่นชอบและยกย่องความสามารถของเด็กตัวเล็กๆคู่นี้...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 20 มิถุนายน 2555 06:41 น.




วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวบหนุ่มหื่นลวงนร.ไทยในนอร์เวย์ข่มขืน ถ่ายคลิปแบล็กเมล์

ปฎิพัทธ์ มงคลกาญจนสิริ (คนกลาง)
บก.ปคม. แถลงผลจับกุมผู้ช่วยผู้จัดการร้านท็อปซุปเปอร์มาเก็ต สาขาห้างเซ็นทรัลบางนา แพร่ภาพลามกทางคอมพิวเตอร์ ข่มขืนใจผู้อื่นเพื่อเรียกทรัพย์สิน หลังรู้จักเหยื่อสาวไทยที่ศึกษาอยู่ที่นอร์เวย์ ผ่านโปรแกรมแคมฟรอกและกลับมามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันที่เมืองไทย แต่ผู้ต้องหาแอบถ่ายคลิปไว้แบล็กเมล์และเรียกเงินรวม 1 แสนบาท แต่ผู้ต้องหาอ้างเหตุโกรธแค้นเพราะผู้เสียหายเริ่มตีตัวออกห่าง และไม่ได้เรียกร้องเงิน
       วันนี้ (18 มิ.ย.) ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เมื่อเวลา 13.30 น.พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ประคัลภ์ แสงส่องฟ้า รอง ผบก.ปคม.พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี รอง ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ชิตภพ โตเหมือน ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.ชูศักดิ์ อภัยภักดิ์ พนักงานสอบสวน (สบ 3 ) กก.1 บก.ปคม. ร่วมแถลงข่าวจับกุม นายปฎิพัทธ์ มงคลกาญจนสิริ อายุ 23 ปี ผู้ช่วยผู้จัดการร้านท็อปซุปเปอร์มาเก็ต สาขาห้างเซ็นทรัลบางนา อยู่บ้านเลขที่ 108-110 ถ.พระแท่น ต.ตรำคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ตามหมายจับศาลอาญา 901/2555 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2555 ข้อหาแพร่ภาพลามกทางคอมพิวเตอร์ หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา พรากบุคคลอายุไม่เกิน 18 ปี เพื่อการอนาจาร ข่มขืนใจผู้อื่นเพื่อเรียกทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยจับกุมตัวได้ที่ แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
       
       พล.ต.ต.ชวลิต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายปฎิพัทธ์ ได้รู้จักกับน.ส.น้ำ (นามสมมุติ) อายุ 17 ที่กำลังศึกษาในระดับไฮสคูลที่ประเทศนอร์เวย์ ทางอินเตอร์เน็ต ผ่านโปรแกรมแคมฟรอกเมื่อสนิทสนมกันจึงออกอุบายให้ น.ส.น้ำเดินทางมาหาที่เมืองไทย จากนั้น น.ส.น้ำ ได้ขออนุญาตมารดาที่พักอยู่ด้วยกันที่ประเทศนอร์เวย์กลับมาเมืองไทย โดยอ้างว่ามาหาญาติ และ มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2554 จากนั้น นายปฎิพัทธ์ ได้ไปรับและพา น.ส.น้ำไปที่บ้านพักใน จ.กาญจนบุรี แล้วมีเพศสัมพันธ์ กันหลายครั้ง พร้อมทั้งแอบถ่ายคลิปไว้ เมื่อ น.ส.น้ำกลับไปยังประเทศนอร์เวย์ นายปฎิพัทธ์ ได้ข่มขู่เรียกเงินจาก น.ส.น้ำ หากไม่ให้จะนำคลิปไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต น.ส.น้ำ กลัวว่าภาพอนาจารของตนเองจะถูกประจาน จึงโอนเงินให้ ผู้ต้องหาครั้งแรกประมาณ 1 หมื่นบาท
       พล.ต.ต.ชวลิต กล่าวต่อว่า จากนั้น นายปฎิพัทธ์ ได้ข่มขู่เรียกเงินอีกหลายครั้งรวมประมาณ 1 แสนบาท เพื่อนำเงินไป เล่นพนันฟุตบอล เมื่อผู้เสียหายไม่มีเงินจะให้ นายปฎิพัทธ์ จึงนำคลิปลามกเผยแพร่ พร้อมทั้งส่งข้อความดูหมิ่นในห้องแคมฟรอกจนได้รับความอับอาย ผู้เสียหายทนไม่ไหว จึงร้องทุกข์ พ.ต.ท.ชูศักดิ์ อภัยภักดิ์ พนักงานสอบสวน (สบ 3 ) กก.1 บก.ปคม.ทางอีเมล์ แล้วมีการสอบปากคำกันทางอีเมล์ ก่อนที่ พ.ต.ท.ชูศักดิ์ จะออกอุบายให้ผู้เสียหายขอดูภาพลามกผู้ต้องหาถ่ายไว้ เมื่อผู้ต้องหาหลงเชื่อส่งภาพให้ พนักงานสอบสวนจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากนั้น น.ส.น้ำ ได้เดินทางมาแจ้งความ พนักงานสอบสวนจึงขอหมายจับจากศาล และตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว
       
       สอบสวน นายปฎิพัทธ์ รับสารภาพว่า รู้จักกับผู้เสียหายทางโปรแกรมแคมฟรอกประมาณ 3 เดือน ก่อนที่ผู้เสียหายเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยและให้ตนไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนที่จะพามาเที่ยวที่บ้าน 1 เดือน เมื่อผู้เสียหายเดินทางกลับประเทศตนจับได้ว่าเขาไปแอบคบหากับผู้ชายคนอื่นและนัดเจอกัน จึงเกิดความหึงหวง เพราะตนรัก น.ส.น้ำ มาก ทั้งนี้เงินที่ ผู้เสียหายส่งมาให้เพราะสงสารที่ตนเป็นหนี้พนันฟุตบอล 25,000 บาทและทางบ้านตนค่อนข้างลำบาก ส่วนเรื่องคลิปนั้นเป็นคลิปที่ผู้เสียหายโชว์ผ่านเว็บแคมที่ตนได้แอบบันทึกไว้ จากนั้นได้นำไปเผยแพร่ทางยูทูบ แต่ถูกลบออกไป จึงนำไปแปะไว้ในหน้าเฟซบุ๊คของผู้เสียหาย เพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้ ผู้เสียหายกลัวและกลับมาคืนดีกัน
       
       “ยอมรับว่าที่ลงมือไปตอนนั้นเป็นอารมณ์ชั่ววูบ เนื่องจากโกรธแค้นที่ผู้เสียหายตีตัวออกห่างไปมีแฟนใหม่ ซึ่งผมยอมรับไม่ได้เพราะรักผู้หญิงคนนี้มาก ส่วนเงินก็ไม่เคยไปเรียกร้องหรือข่มขู่ เขามาอาศัยที่บ้านผม 1 เดือน เห็นสภาพครอบครัวผมแล้วเกิดสงสารจึงส่งเงินมาให้ใช้เอง” นายปฎิพัทธ์ กล่าว
       
       ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.ปคม.ดำเนินคดีต่อไป...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 18 มิถุนายน 2555 16:13 น.



วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทุบเก๋งป้ายแดงกลางเมืองหาดใหญ่ฉกเงินสด 2 แสนหนีเข้ากลีบเมฆ






ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - 2 โจ๋ทุบกระจกเก๋งป้ายแดงของตำรวจหญิงซึ่งจอดไว้กลางเมืองหาดใหญ่ ฉกเงินสด 2 แสนบาทที่เพิ่งเบิกจากธนาคารหนีเข้ากลีบเมฆ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา17.00 น. วานนี้ (15 มิ.ย.) ร.ต.อ.บุญช่วย บุญรอด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ รับแจ้งว่าเกิดเหตุคนร้ายทุบกระจกรถเก๋งและชิงทรัพย์ ซึ่งจอดอยู่ภายในซอยรณภูมิ ถนนราษฎร์อุทิศ หน้าโรงเรียนอนุบาลกุลจินต์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่
       
       หลังรุดไปตรวจสอบพบรถเก๋งป้ายแดง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีขาว หมายเลขทะเบียน ก 3947 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของดาบตำรวจหญิงวิชิตา แสงศรี สังกัดตำรวจภูธร ภาค 9 โดยคนร้ายได้ใช้ของแข็งทุบที่กระจกประตูหน้าด้านซ้ายจนแตก และขโมยเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายจำนวน 2 แสนบาทหลบหนีไป
       
       จากการสอบสวน ดาบตำรวจหญิงวิชิตาให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ไปเบิกเงินสดมาจากธนาคารจำนวน 2 แสนบาท โดยขับรถมากับนายชานนท์ แสงศรี อายุ 29 ปี หลานชาย โดยตนได้แวะหาหมอที่คลินิกทำฟันย่านตลาดกิมหยง และนายชานนท์ได้ขับรถมาจอดบริเวณเกิดเหตุเพื่อลงไปหาเพื่อนที่ร้านเครื่องเสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยที่ลืมนำกระเป๋าเงินที่วางอยู่ใต้ที่นั่งข้างคนขับลงไปด้วย 


เจ้าหน้าที่เก็บลายนิ้วมือแฝง
       คนขับรถบรรทุกสิบล้อ พยานซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้การว่า ไม่เกิน 10 นาทีหลังจากนายชานนท์จอดรถ ได้เห็นคนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและป้ายทะเบียนมาจอดข้างรถเก๋ง ก่อนใช้ของแข็งทุบกระจกรถจนแตก และเข้าไปรื้อคนทรัพย์สินและขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เมื่อนายชานนท์มาตรวจดูก็พบว่ากระเป๋าสะพายที่ใส่เงินสด 2 แสนบาทได้หายไปด้วย






นายชานนท์ แสงศรี ผู้ขับรถคันดังกล่าวก่อนถูกทุบกระจก
        เบื้องต้น ตำรวจวิทยาการได้มาตรวจและเก็บลายนิ้วมือแฝงไว้เป็นหลักฐานแล้ว ขณะที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หาดใหญ่ จะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะขับหลบหนี เพื่อหาเบาะแสในการติดตามจับกุมคนร้ายทั้งสองต่อไป...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 16 มิถุนายน 2555 09:50 น.




โมเดิร์นเรด อ้าแขนรับรายการล้มเจ้าของ ปลื้ม ณ วอยซ์ทีวี

เรียก “ปลื้ม – ล้มเจ้า” เสียบแทนรายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” 
กลิ่นไม่ดีมาตั้งแต่ตอนที่ทีมผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์เชิญตัว “กนก รัตน์วงศ์สกุล” พิธีกรรายการเช้าข่าวข้นและรายการข่าวข้นคนข่าวไปพูดคุยแกมตักเตือนเกี่ยวกับการทำงาน เนื่องจากที่ผ่านมาเรียกได้ว่า”กนก”เป็นหนึ่งในนักข่าวเพียงไม่กี่คนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด
      และนั่นก็ทำให้เกิดกรณีเรียกตัวกนกไปตักเตือนจนลามมาสู่การ “ถอด” รายการทั้งสองในเครือเนชั่นออกจากผังของช่องในเวลาต่อมา วันนี้แน่ชัดว่า “จอม เพชรประดับ” จะมาทำรายการ “คลุกวงข่าว” และเตรียมดัน “ปลื้ม” หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล” !! เข้ามาอีกคน...
 “คำ ผกา”
           การที่ทีมผู้บริหารโมเดิร์นไนน์มีส่วนรู้เห็นในการเปิดทางให้คนเสื้อแดงบุกเข้ามาข่มขู่กนกถึงสถานี เพียงเท่านี้ก็พอจะพิสูจน์ได้กลายๆ แล้วว่าช่อง 9 หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าโมเดิร์นไนน์ในปัจจุบันมีวิสัยทัศน์อย่างไร?
       แต่เรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยังไม่ยุติแค่นั้น เพราะในขณะที่ผู้บริหารโมเดิร์นไนน์เพิ่งแถลงข่าวว่าจะทำรายการคลุกวงข่าวซึ่งมี “จอม เพชรประดับ” นักข่าวเสื้อแดงแปร๊ดมานั่งแท่นเป็นพิธีกรหลักนั้น แหล่งข่าววงในก็ปูดข่าวมาว่ากำลังจะเกิดมหกรรมการสอดแทรกรายการชาวเสื้อแดงเข้าไปอีกจนอาจจะเรียกได้ว่าโมเดิร์นไนน์กำลังจะกลายเป็นโมเดิร์นเรด!!
      เรื่องนี้เริ่มที่รายการจับเงินชนทองซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์เวลา 9.30 -10.00 น. กำลังจะถูกยุบเนื่องจากทำเรตติ้งได้ไม่สู้จะดีนัก ผู้บริหารโมเดิร์นไนน์จึงเจรจากับผู้บริหารของรายการการเงินธนาคารหรือ Money Daily ว่าจะมอบช่วงเวลาครึ่งชั่วโมงของรายการจับเงินชนทองให้แก่รายการ Money Daily เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์สำหรับแวดวงธุรกิจเนื่องจากตลาดหุ้นเปิดทำการพอดี ในขณะที่ทีมงานรายการ Money Daily กำลังเตรียมจะทำรายการเกมโชว์เกี่ยวกับธุรกิจอยู่นั้นเอง จู่ๆ ผู้บริหารโมเดิร์นไนน์ก็เดินเข้ามาบอกว่าจะไม่ให้เวลาครึ่งชั่วโมงนั้นแล้วเพราะเขาเห็นว่าตอนนี้มีรายการอยู่รายการหนึ่งที่มีเรตติ้งดีมากและกำลังเจรจาให้มาแพร่ภาพอยู่กับโมเดิร์นไนน์


       รายการนั้นชื่อ The Daily Dose ที่ออกอากาศทาง Voice TV. และดำเนินรายการโดย “ปลื้ม หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล” !!
       
       The Daily Dose เป็นรายการที่ปลื้มใช้เป็นพื้นที่ในการพูดถึงเรื่องการเมืองและสังคมผ่านความคิดเห็นของตัวเองแบบสุดโต่ง ในฐานะที่เขาเป็นผู้ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างรุนแรงตั้งแต่สมัยที่เขาทำงานด้านสื่อมวลชนในระยะแรก มาจนถึงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตาในยุคนี้ก็ทำให้ทุกถ้อยคำในรายการ The Daily Dose ของปลื้มสื่อออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาอยู่ในกลุ่มที่ไม่เอาเจ้า
      ไม่ว่าจะเป็นเทปรายการที่ออกมาพูดถึงกรณีของอากงซึ่งพยายามแสดงเจตนาในการต่อว่าต่อขานตัวบทกฎหมายและผู้ที่คิดกฎหมายมาตรา 112 โดยย้ำตลอดรายการว่า “แค่ส่ง SMS ก็ติดคุกแล้ว” โดยไม่เคยพูดถึงเนื้อหาของ SMS นั้นแม้แต่คำเดียว ไปจนถึงกรณีการเปรียบเทียบการออกมาชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเหมือนกับการที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ของแอฟริกาตอนเหนือได้ออกมาเดินขบวนขับไล่ “มูอัมมาร์ กัดดาฟี่” ผู้นำจอมเผด็จการ ซึ่งปลื้มย้ำเสมอว่าคนเสื้อแดงคือพลังบริสุทธิ์ที่เสียสละมาร่วมชุมนุมเหมือนชาวอาหรับในแอฟริกาเหนือ ซึ่งเนื้อหาในรายการเรื่องนี้ก็ถูกรับลูกจากสำนักพิมพ์มติชนจนได้รับการตีพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “The Daily Dose คิดเปลี่ยนโลก” ที่พิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
     รายการที่ปลื้มมานั่งพล่ามคนเดียวรายการนี้เองที่ผู้บริหารโมเดิร์นไนน์บอกว่า “เรตติ้งดีมากจนต้องนำมาลงในช่วงเวลาดังกล่าว”
แถลงข่าวล่าสุดของอสมท.
       แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารโมเดิร์นไนน์ก็ประชุมเครียดกับเจ้าของรายการ Money Daily แล้วก็ได้ข้อสรุปว่าหากปล่อยพื้นที่เดิมของรายการจับเงินชนทองอาจจะไม่เหมาะกับความร้อนแรงของรายการนัก ว่าแล้วก็เจรจากับรายการ Money Daily จะได้รับเวลานั้นกลับไปบริหารเอง แต่แล้วเจ้าของรายการ Money Daily ก็ปล่อยพื้นที่ให้บริษัท GMM แกรมมี่เข้ามาเช่าทำรายการ โดยที่ถึงเวลานี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าแกรมมี่ที่(พยายาม)กอบโกยเงินจากกล่องจีเอ็มเอ็ม แซทในช่วงฟุตบอลยูโรจะเข้ามาทำอะไรที่โมเดิร์นไนน์แห่งนี้
      ส่วนตอนนี้ทีมผู้บริหารโมเดิร์นไนน์ก็กำลังเคลียร์พื้นที่ให้รายการ The Daily Dose ของปลื้มที่เตรียมขนบุคลากรทั้งหมดจาก Voice TV. มาออนแอร์กันที่โมเดิร์นไนน์ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคมนี้ และนั่นจะทำให้เราได้เห็นนายปลื้มนั่งจ้อเชียร์รัฐบาล สนับสนุนคนเสื้อแดง และเดินหน้าล้มกฎหมายมาตรา 112 กันอย่างชัดเจนไม่มีเม้ม โดยทีมผู้บริหารเคาะออกมานาทีสุดท้ายแล้วว่าจะให้รายการทอล์คล้มเจ้าของปลื้มมาเสียบแทนรายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” นั่นเท่ากับว่ารายการนี้อาจได้เวลาช่วงไพรม์ไทม์ตอนเช้าถึงห้าวันเต็ม!!
3  พิธีกรสาวแห่งทีวีแดงล้มเจ้า
 3  พิธีกรสาวแห่งทีวีแดงล้มเจ้า
คนแรก “คำ ผกา”   ผมคงไม่ต้องแนะนำอะไร   เพราะด้วยบทบาทของเธอตลอดปี ๒๕๕๔   ผมอยากจะยกให้เธอเป็น “ผู้หญิงแห่งปี” ด้วยซ้ำไป

คนที่สอง “วันรัก สุวรรณวัฒนา”   ชื่อนี้หลายคนอาจจะยังไม่คุ้น   แต่บางคนอาจจะเคยเห็นเธอในรายการเวค อัพ ไทยแลนด์  บ้าง   จริงๆแล้ว  งานประจำของเธอ  เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

คนสุดท้าย “มนทกานติ รังสิพราหมณกุล”   เธอเป็นบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร “มาดาม ฟิกาโร”   คลุกคลีอยู่ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ด้านแฟชั่น/ความงาม/ศิลปะ 
       ส่วนช่วงค่ำก็เตรียมชมรายการ “ข่าวเสื้อแดง” ที่นำทีมโดยกระบอกเสียงเสื้อแดง “จอม เพชรประดับ” นักข่าวซึ่งเดินทางไปสัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร” ถึงฮ่องกง หลังจากที่ถูกยึดอำนาจใหม่ๆ สมัยที่นายจอมคนนี้ยังทำงานอยู่ ITV และนายจอมคนนี้นี่แหล่ะที่ก้าวขึ้นมาเป็นพิธีกรรายการถามจริง ตอบจริง ทางช่อง 11 ในสมัยที่จักรภพ เพ็ญแขมากุมอำนาจ ซึ่งจอมคนนี้นี่แหล่ะที่นั่งสัมภาษณ์ “ใจ อึ๊งภากรณ์” ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน “จอม” คนนี้นี่แหล่ะที่ทำสกู๊ปข่าว “ถ้อยคำสุดท้าย ของ “นวมทอง ไพรวัลย์”” ชายที่ชาวเสื้อแดงเรียก “วีรบุรุษ” เนื่องจากผูกคอตายประท้วง คมช.
จอม เพชรประดับ เปิดตัวก่อน
       เมื่อโมเดิร์นไนน์ให้พื้นที่คนอย่าง “จอม เพชรประดับ” และ “ปลื้ม” แบบนี้ อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ปลื้มและไม่เห็นด้วย อาการเหลือบอย่างที่อสมท.ทำอยู่ในทุกวันนี้ขืนปล่อยไว้นานเห็นทีโลโก้โมเดิร์นไนน์อาจเปลี่ยนเป็นสีแดงไปอย่างเต็มตัวในเร็ววันนี้ก็ได้ ใครจะรู้?!!
        
       ............................................................
       
       ที่มา นิตยสาร ASTV สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 141 วันที่ 16-22 มิถุนายน 2555





ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 16 มิถุนายน 2555 07:32 น.
ภาพจาก Internet





มัจจุราชเงียบ...เสียบหูฟัง


ได้ยินและเห็นภาพข่าวเกี่ยวกับอันตรายขณะใช้หูฟังอยู่หลายต่อหลายครั้ง ล่าสุดกรณีสาวนักศึกษาที่ถูกรถไฟเกี่ยวร่างเข้าไปติดอยู่ใต้ราง เนื่องจากใช้หูฟังขณะเดินจนไม่ได้ยินเสียงหวูดเตือน ถ้าเหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นให้สะกิดใจ หลายคนคงมองข้ามและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว โดยไม่ยั้งคิดเลยว่าตัวเองอาจกำลังตกเป็นเหยื่อ ภัยเงียบ!...หูฟัง
       
       หูฟัง...อันตรายถึงชีวิต
       ความไม่ปลอดภัยของการใช้หูฟังในชีวิตประจำวัน รวมถึงเพื่อนร่วมทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับรถ การโดยสารรถประจำทาง หรือเดินตามท้องถนน ขณะที่ใส่หูฟัง สมาธิกำลังจดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังก้องอยู่ในหู ทำให้ขาดสติและหลงลืมไปชั่วครู่ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ หรือกำลังตกเป็นที่เพ่งเล็งของผู้ร้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว จนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตอย่างคาดคิดไม่ถึง
       
       บางคนใส่หูฟังตลอดเวลา ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ฟังเพลงบ้าง คุยโทรศัทพ์บ้าง หรือแม้กระทั่งเล่นเกม สมาธิจดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังออกมาและอุปกรณ์ที่อยู่ในมือ จนบางคนเกือบจะตกรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ถ้ากระทบเพียงเท่านี้ อย่างมากก็แค่เสียเวลา แต่เราอาจไม่ได้โชคดีอย่างนี้เสมอไป
       
       มีหลายกรณีที่ใส่หูฟังเดินข้ามถนนและโดนรถชน เพราะไม่ได้ยินเสียงรถหรือเสียงบีบแตร การขึ้นรถ ลงเรือ หรืออยู่ในสถานที่สาธารณะที่มีการจราจรคับคั่ง จึงมีการเตือนอยู่เสมอว่าห้ามใช้โทรศัพท์มือถือหรือหูฟังในขณะขึ้นลงรถประจำทาง รวมถึงผู้ทำงานในขณะควบคุมเครื่องจักรด้วย ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดเหตุพลาดพลั้งขึ้นได้
       
       ยิ่งแย่ไปกว่านั้น การอยู่กับตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว จึงตกเป็นเป้าหมายของพวกแก๊งมิจฉาชีพ คนเป็นเหยื่ออาจไม่ทันระวังตัวว่ากำลังโดนจับสังเกตอยู่ ในขณะที่โจรหรือมิจฉาชีพกำลังจะใช้โอกาสนี้เพื่อลักทรัพย์ จี้ ปล้น ล่วงละเมิดทางเพศ และจุดจบที่โหดร้ายที่สุดคือการถูกฆ่า เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตามแต่ การเลือกคนที่ไม่ทันระวังตัว จึงสามารถลงมือกระทำการณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
       
       ผู้ร้ายข่มขืนรายหนึ่งเคยให้การกับตำรวจว่า “เห็นน้องเขาใส่หูฟังเดินเข้าไปในซอยกลางดึก จึงฉุดมาข่มขืน” ซึ่งถ้าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเราเองหรือญาติพี่น้อง ก็คงไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ อย่างตกรถอีกต่อไป
       
       เด็กไทยหูตึงก่อนวัย
       เมื่อใส่หูฟังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ย่อมมีผลต่อระบบปราสาทการได้ยิน จึงอาจทำให้หูตึง จนถึงขั้นหูหนวกได้ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีการใช้หูฟังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหูคนเรานั้นมีความอดทนต่อเสียงในขอบเขตที่จำกัด
       
       มีหลายสาเหตุจากพฤติกรรมของเราเองที่ทำให้หูย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้หูฟังฟังเพลงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การเปิดเพลงดังๆ ในห้อง การใช้สมอลทอล์กคุยโทรศัพท์ เมื่อทำกิจกรรมเหล่านี้เป็นประจำจึงมีโอกาสหูตึงมากกว่าคนไม่ใช้ และการใช้หูฟังในที่สาธารณะ หรือสถานที่ที่มีเสียงดังมากๆ ต้องเปิดเสียงให้ดังกว่าอาจมากถึง 105 เดซิเบล ขณะที่โดยปกติหูคนเราสามารถรับเสียงได้ไม่เกิน 85 เดซิเบลเท่านั้น จึงส่งผลให้อนาคตหูอาจไม่ได้ยินเสียงพูดในระดับปกติ
       
       นพ.กำจัด รามกุล ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การฟังเสียงจากหูฟังขณะอยู่ในบ้านไม่ควรเร่งความดังเกิน 60% ถ้าฟังติดต่อกันนาน 1 ชั่วโมงควรพัก โดยเฉพาะคนท้องการฟังเสียงที่ดังมากเกินไป หรือการใช้หูฟังติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลกระทบต่อลูกในครรภ์ จึงไม่ควรฟังเกิน 30 นาที
       
       หูฟังที่ใช้อยู่ปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ 1.In-Ear หรือ Ear -Plug แบบใส่เข้าไปในหู 2.แบบแปะหรือสวมแนบพอดีหู และ 3.แบบครอบที่ใบหู แต่ที่นิยมใช้มากที่สุดคือแบบ In-Ear เพราะได้ยินเสียงดังชัดเจน เสียงภายนอกแทรกเข้าไปยาก แต่ข้อดีที่ว่านี้กลับมีผลกระทบต่อประสาทการได้ยินมากกว่าการใช้หูฟังชนิดอื่น เนื่องจากตัวลำโพงหูฟังจะอยู่ใกล้กับประสาทรับเสียงในหูมากที่สุด โดยเฉพาะการฟังเพลงของวัยรุ่นประเภทที่มีเสียงดนตรีหนักๆ อย่างเสียงเบสกระแทกหู หากฟังเสียงดังเกินไปมากกว่าเสียงปกติที่คนเรารับได้ จึงมีผลต่อระบบประสาทหูโดยตรง
       
       พระราชดำรัสในหลวง เคยกล่าวถึงเรื่องหูตึงจากการฟังของเด็กไทยว่า “...ไปฟังเพลงที่ไม่ได้เพลงอะไรดี เป็นเพลงที่ไม่ได้เรื่องทำให้หูเสีย หูเสียไม่ใช่ว่าคนที่ฟังหูสูง หูต่ำ แต่หูไม่ได้ยิน หูตึงคนที่ไปฟังในดิสโก้เธคหูตึงทั้งนั้น ถ้าใครเป็นหมอหูไปตรวจเขายืนยันว่าเด็กสมัยนี้หูเสียมากกว่าเด็กสมัยก่อน”
       “ในดิสโก้เธคบางแห่งวัดระดับเสียงได้ถึง 120 เดซิเบล ซึ่งจริงๆ แล้วเสียงที่มีความดังเกิน 110 เดซิเบล ฟังแค่นาทีเดียวก็มีผลต่อเซลล์ประสาทหูแล้ว” ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข กล่าว
       
       สารพัดโรคถามหา
       การได้ยินเสียงวิ้งในหู นั่นคือสัญญาณเตือนของอาการหูตึง หูหนวกตามมา แต่ที่น่าเป็นห่วงในคนที่ฟังเสียงดังเกินขนาดนั้น ยังมีผลทำให้เกิดอาการปอดแฟบ แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออกอีกด้วย
       
       นพ.กำจัด รามกุล กล่าวถึง อาการหูอื้อที่พบในระยะแรก บางครั้งได้ยินเสียงวิ้งๆ ในหู ทั้งที่ถอดหูฟังออกแล้ว แสดงว่าเซลล์ประสาทได้รับการกระทบกระเทือนจากเสียง ถ้าหากเป็นน้อยต้องพักหูก่อน โดยใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อให้หูสามารถกลับมารับฟังเสียงได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นมากการฟังเสียงพูดในระดับปกติก็จะไม่ค่อยได้ยิน และถ้าถึงขนาดตะโกนคุยกัน แสดงว่ามีอาการหูตึงเกิดขึ้น
       
       ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากสำหรับคนที่ฟังเสียงดังเกินขนาดเป็นประจำ ไม่ได้มีผลกระทบเพียงแค่เกิดอาการหูอื้อ หรือหูตึงเท่านั้น เพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว นพ.กำจัด เล่าให้ฟังต่อว่า “ในประเทศเบลเยี่ยม มีรายงานผู้ป่วยรายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการสัมผัสเสียงดังมากเกินไป จนทำให้ถุงลมในปอดแตก มีผลทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก เนื่องจากปอดแฟบจนเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้ จึงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่เมืองไทยยังไม่มีผู้ป่วยเคสแบบนี้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน”
       
       นอกจากนี้ปัญหาของการฟังเสียงที่ดังเกินขนาดยังทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นไม่ปกติ ซึ่งขณะนี้คนทั่วโลกกำลังประสบปัญหานี้นับล้านคน
       
       ผลกระทบจากการใช้หูฟังผิดที่ผิดเวลา นอกจากจะเป็นอันตรายต่อเราและคนรอบข้างแล้ว รู้ไหมว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ไอแพด แท็บเล็ต ฯลฯ ถือเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบายที่สามารถหยิบฉวยขึ้นมาใช้ มาแชตเมื่อไหร่ก็ได้ จนบางคนไม่มีลิมิตในการใช้ อาจพูดได้ว่าเป็นอวัยวะสำคัญอีกชิ้นหนึ่งไปเสียแล้ว
       
       เมื่อการใช้เทคโนโลยีในโลกยุคดิจิตอลได้แทรกเข้าไปอยู่ในทุกกิจวัตร จึงทำให้คนสนใจสิ่งรอบข้างลดลง เพราะมัวแต่แชตและเพ่งสมาธิอยู่กับเรื่องราวข่าวสารในมือ ยิ่งถ้าใช้ขณะอยู่บนท้องถนนด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นอันตรายมากไม่ต่างจากการใส่หูฟัง
       
       ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง หรือเทคโนโลยีใดก็ตาม ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอันตรายและก่อเกิดโทษแก่ผู้ใช้ ถ้ามีการใช้อย่างถูกต้อง และใช้อย่างพอดี...




ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 13 มิถุนายน 2555 18:02 น.